มุทิตา พระอาจารย์ผู้เมตตา


เมื่อไม่นานมานี้ ได้ยินข่าวคราวจากเพื่อนร่วมห้อง ที่ยังคงวนเวียนหวนกลับมาสอนหนังสืือให้กับน้อง ๆ ที่โรงเรียน   (โบว์)   บอกมาให้ข้าพเจ้าว่า  หลวงพี่สว่าง  (คำนี้ข้าพเจ้าใช้เรียกท่านสมัยที่ยังเป็นเด็กอายุสัก 9 ขวบ แต่วันนี้ คำว่าหลวงพี่ ก็ยังคงเป็นคำเดียวที่ข้าพเจ้าใช้ เพราะยังรู้สึกว่าท่านยังคงเป็นท่านคนเดิม  วันนั้นเรียกอย่างไง วันนี้ก็ไม่อาจจะหาคำอื่นมาเรียก  เลยต้องเรียกว่า “หลวงพี่” เหมือนวันนั้น

ได้ข่าวว่าท่านได้รับยศแห่งความดีที่ท่านเฝ้าบำเพ็ญและอุทิศตัวแก่พระศาสนา นามแห่งสัญญาบัตรยศสงฆ์นั้น ข้าพเจ้ายังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีนามว่าอย่างไร  หากใครผ่านมาทางนี้ ทราบแล้วก็เมตตาเล่าสู่กันฟัง   แต่สิ่งที่แน่แท้นั่นคือ การรับรู้ถึงมงคลอันดีงาม ที่เกิดแก่ท่านและเหล่าศิษยานุศิษย์   อันพัศยศนั้นมันไม่ใช่สาระที่แท้ก็จริงอยู่  แต่การยกย่องคนดีย่อมคู่ควรแก่ท่าน  การมีตำแหน่งนั้นจักได้ช่วยให้ท่านได้ดำเินินกิจในพระศาสนาได้มากยิ่งขึ้น กว้างขวางขึ้น  นั่นหมายถึงการได้ช่วยเหลือผู้คนมากขึ้นนั่นเอง

ข้าพเจ้าในฐานะของเด็กก้นกุฏิที่เคยพำนักอาศัย ได้พึ่งพาบุญบารมีีและความเมตตา ท่านเคยสั่งสอนเด็กน้อยคนหนึ่ง เฆี่ยนตี และให้ปรนนิบัติรับใช้ในยามเยาว์ ที่ทั้งซนและทั้งเขลา  มาบัดนี้ได้ดี เป็นผู้เป็นคนอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะท่าน   วันนี้เลยขอมุทิตายินดีในความดีที่ท่านได้รับ ขอท่านประสบแต่สิ่งดีงาม ได้ใช้นามและยศนั้นเผยแผ่พระธรรมแท้ ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรในบวรพระพุทธศาสนา เป็นที่พึ่งแก่หมู่ชนตลอดไป

กราบขออภัยในความบกพร่องที่ไม่อาจจะไปมุทิตาสักการะ และยินดีกับท่านได้ ตอนแรกกะว่าจะหาโอกาสไป  แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ทุกสิ่งก็มีอันเเปรเปลี่ยนไปตามอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ เลยปริเวลาไม่ได้เลยที่จะไป   จึงขออภัยมา ณ โอกาสนี้  มีโอกาสวาสนา จักไปหาและึ่คารวะไต้เบื้องบาท รับใช้ปรนนิบัติเหมือนดังเด็กวัดที่เคยเป็น

ฝากบอกหลวงพี่ด้วยว่า ข้าพเจ้าจะสึกในปีหน้า ช่วงมีนาคม และจักไปรับใช้ชาติทหารสักหกเดือน  หากก่อนจะไป มีเวลา จะไปกราบนะครับ

ด้วยเคารพรักและคิดถึง  วัดปางมอญ..