บุรุษผู้กระหายความตาย


กรณีเฉพาะตนของ – คนอยากตายคนหนึ่ง
อาชีพ – ตกงาน
ลักษณะงานที่ทำ – คิดมาก

คำถามแรก – ผมยังไม่ถึงขนาดตกลงใจฆ่าตัวตายจริงจัง แต่เป็นโรคซึมเศร้า ต้องพึ่งยา และอยากตายขึ้นมาหลายวูบ คืออยากพ้นๆไปจากสภาพนี้มาก รู้สึกว่าความตายเป็นที่พึ่งเดียว แต่พอถามตัวเองว่าจะลงมือดีไหม ก็รู้สึกกล้าๆกลัวๆ ยิ่งช่วงหลังมีเวลาอ่านและฟังหนังสือธรรมะมากเข้า ก็ชักเชื่อว่าชีวิตหลังความตายน่าจะมีจริง และอยากเจริญสติให้เป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้าง แต่เมื่อพยายามเจริญสติก็พบว่าสติไม่เจริญเอาเลย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดของอาจารย์ท่านไหน พอพยายามได้พักหนึ่งจะร้องไห้ รู้สึกเหมือนเป็นคนบาปที่ไม่มีวันเจริญกับใครเขา อยากขอคำแนะนำว่าคนอย่างผมควรเริ่มต้นจากตรงไหนเป็นก้าวแรกดีครับ?

เริ่มจากการทำความเข้าใจให้ถูกเสียก่อน ว่าการเจริญสติไม่ได้ช่วยให้คุณหายทุกข์จากการตกงานและการมีชีวิตที่ไม่เป็นไปตามปรารถนา ตรงข้าม คุณต้องเป็นผู้ไม่มีทุกข์อันเกิดจากการงานให้ได้เสียก่อน จึงควรแก่การเป็นนักเจริญสติ

คนตกงานและใช้ชีวิตอย่างไม่มีจุดหมายนั้น ดูที่จิตจะเห็นว่าลอยเคว้ง สับสนไปสับสนมา เพราะจิตไม่มีฐานให้ปักหลักลงไป จึงไม่น่าแปลกใจหากฝึกเจริญสติแล้วล้มเหลว คล้ายกับคนพยายามยืนตัวตรงเด่แน่นิ่งบนกระดานโต้คลื่น จะให้นิ่งสำเร็จอย่างไรไหว

เมื่อชีวิตไร้หน้าที่ จิตก็พลอยไร้รากไปด้วย นี่คือความจริง พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสครับว่าคนที่จะเข้าถึงความจริงระดับอริยะได้นั้น จำเป็นต้องเลี้ยงตนเองได้ด้วยความชอบธรรม ไม่ทุจริตคิดคด หรือเอาแต่เป็นภาระของผู้อื่นโดยไม่ทำอะไรช่วยตนเองเลย พูดง่ายๆคือถ้าอยู่ในวัยเรียนก็ต้องเรียนแบบไม่โกงข้อสอบจนกว่าจะได้ปริญญา ถ้าอยู่ในวัยทำงานก็ต้องทำงานสุจริตให้คุ้มเงินจ้าง ถ้าเป็นพระก็ต้องรักษาวินัยและประกอบกิจของสงฆ์ตามที่ตกลงไว้กับพระพุทธเจ้า คือมาบวชเพื่อทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง

ไม่ว่าสำคัญตนเองว่าเป็นใคร ต่ำต้อยหรือสูงส่ง คุณจะหยุดนิ่งไม่ได้ แม้บอกว่าหางานมาเป็นปียังไม่มีใครรับ ก็ใช่จะเป็นข้ออ้างว่าสมควรเลิกล้มความพยายามเสียที ถ้าพยายามหางานจริง ไม่ใช่รอให้งานวิ่งมาหา คุณจะเต็มใจแม้ต้องเหน็ดเหนื่อยสร้างงานขึ้นมากับมือของคุณเอง เลิกง้อขอให้ใครเขาสร้างงานไว้เตรียมรับคุณท่าเดียวเสียที

เพียงคุณหาช่องทางทำกินอันสุจริต แม้ยังไม่สำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ก็จะพบว่าชีวิตต่างไปแล้ว เพราะมีฐานให้จิตเริ่มหยั่งรากลงไปบ้างแล้ว ที่ตรงนั้นสำรวจใจตัวเองจะพบว่าไม่กวัดแกว่งวกวนทั้งวันอย่างเคย และนั่นเอง คุณสามารถเริ่มนับหนึ่งจากการเปรียบเทียบคุณภาพของจิต จะเห็นความต่างระหว่างจิตที่เลื่อนลอยเพราะไร้ราก กับจิตที่มั่นคงเพราะมีรากแล้ว

การเจริญสติเห็นจิตแบบมือใหม่นั้น ไม่จำเป็นต้องเห็นละเอียดเป็นขณะๆ แต่เอาแค่ภาพใหญ่ภาพรวม รู้ความแตกต่างระหว่างจิตวันนี้กับจิตเมื่อวาน เมื่อวานไร้รากฐาน วันนี้มีการงาน ก็นับว่าใช้ได้แล้ว ได้ชื่อว่าเห็นจิตจริงๆเหมือนกัน รู้ได้เหมือนกันว่าจิตไม่ใช่ตัวตนที่บังคับได้ดังใจ แต่เป็นผลลัพธ์อันเกิดจากต้นเหตุอะไรบางอย่าง กับทั้งมิใช่จะต้องดำรงอยู่ในภาวะใดภาวะหนึ่งตลอดกาล มันสุดแต่เราจะเลือกเดินไปทางไหน

กล่าวถึงความมั่นคงทางใจไปแล้ว ก็ต้องไม่ละเลยที่จะกล่าวถึงความสว่างทางจิตควบคู่ไปด้วย แม้จิตใจมั่นคงดี แต่ก็อาจรู้สึกแห้งแล้งได้ และไม่เกื้อกูลกับการเจริญสติ พูดง่ายๆคือ หากไม่ยอมทำบุญเอาเสียเลย คุณไม่อาจรู้สึกแช่มชื่น เบิกบาน และเกิดกำลังใจในชีวิตมากพอจะปลูกสติให้เจริญขึ้น

คนไทยส่วนใหญ่จะนึกถึงการทำบุญด้วยเงิน ความจริงคุณทำบุญได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว แค่คิดดี มองโลกในแง่ดีเมื่อใด ใจก็เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ขอให้สังเกตเถิด ถ้าโกรธใครแรงๆ พอเขาขอโทษแล้วคุณเต็มใจให้อภัย จะรู้สึกโปร่งโล่ง จิตใจสบาย และเหมือนเห็นโลกสว่างขึ้น นั่นแหละคือปรากฏการณ์ทางจิต กุศลจิตย่อมฉายสว่างจนรู้ได้เฉพาะตน

และหากฉลาดทางจิตมากเข้า คุณย่อมคิดได้ด้วยตนเองว่าทำไมต้องรอให้คู่กรณีมาขอโทษ แล้วจิตคุณถึงจะได้สว่างกับเขา สู้คิดให้อภัยเป็นทานเสียเดี๋ยวนี้ไม่ดีกว่าหรือ? คิดได้เดี๋ยวนี้ก็สว่างได้เดี๋ยวนี้ สุขกายสบายใจ เป็นประโยชน์กับตัวเองอยู่เห็นๆ

ทางทำบุญมีมากมายหลายหลากจาระไนไม่หมด ทำอย่างไรก็ได้ให้ใจชุ่มชื่น ไม่ว่าจะเป็นการสละทรัพย์ สละความแค้น สละแรง สละเวลา สละหัวคิดช่วยใครต่อใคร สมัยนี้มีอินเตอร์เน็ตยิ่งทำง่ายครับ ลองหาธรรมะดีๆไปชี้ทางสว่างกับคนต้องการที่พึ่งทางใจตามเว็บบอร์ดต่างๆ ก็ถือว่าได้บุญขั้นสูงแล้ว ทำให้มากและสม่ำเสมอย่อมไขแสงให้จิตสว่างเป็นปกติ พร้อมจะเจริญสติยิ่งๆขึ้นไป

คำถามที่สอง – ทราบว่าในคัมภีร์บันทึกไว้ เกี่ยวกับพระฉันนะที่ฆ่าตัวตายและสามารถบรรลุอรหัตผลก่อนตาย จึงเกิดความสับสนว่าตกลงการฆ่าตัวตายเป็นบุญหรือเป็นบาปกันแน่?

เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระฉันนะซึ่งเป็นคนรับใช้เก่าแก่ของพระพุทธเจ้านี้ ต้องทำความเข้าใจกันให้ดีๆนะครับ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นความจดจำว่าใครก็ได้ที่ฆ่าตัวตายมีสิทธิ์ถึงนิพพานกันหมด

ใน ‘ฉันนสูตร’ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นบทสรุปโดยย่อ คือ บุคคลใดทิ้งกายนี้แล้วไม่เข้าไปสู่ความมีกายอื่น ไม่พึงถูกตำหนิด้วยประการทั้งปวง แม้พระฉันนะจะยังถูกตระกูลของตนตำหนิที่ฆ่าตัวตาย แต่พระฉันนะก็ไม่ไปสู่ความเป็นคนของตระกูลใดอีกแล้ว สำหรับอริยะจึงไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิอีก

เพื่อเข้าใจว่าทำไมใกล้ตายพระฉันนะจึงทำใจไม่ให้มีกายอื่นได้ เราต้องทราบพื้นหลังของพระฉันนะ ว่าท่านเริ่มได้ปัญญาจากพระอานนท์ซึ่งเป็นผู้ติดตามของพระพุทธเจ้า พระอานนท์เคยสอนพระฉันนะไว้ ใจความสรุปย่อคือ…

โลกนี้จะมีหรือไม่มี ขึ้นอยู่กับว่ามีอาการยึดหรือไม่ยึด ใช่ว่าโลกจะต้องมีอยู่หรือไม่มีอยู่โดยตัวของมันเองข้างเดียว ตราบใดยังอุปาทานว่า ‘มีโลก’ และ ‘มีเรา’ ก็ย่อมเป็นโอกาสแห่งการทะยานอยากที่จะทำดีทำชั่วเพื่อตัวเรา ซึ่งก็ย่อมเกิดภพชาติ เกิดโลกอย่างนี้ให้เสวยผลดีผลชั่วที่ทำไว้ ต่อเมื่อทำลายอุปาทานว่ามีโลกและมีเราเสียได้ ก็จะไม่เห็นกายใจเป็นอะไรอื่นนอกจากทุกข์ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นด้วยเหตุ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไปเพราะหมดเหตุ

พระฉันนะเข้าใจธรรมะชั้นสูงดังกล่าวอย่างแจ่มแจ้ง ต่อมาหลังจากนั้นท่านป่วยหนัก ปวดหัวปวดท้องอย่างรุนแรง ราวกับโดนใครบีบศีรษะด้วยคีมใหญ่ หรือเหมือนโดนใครเอามีดคว้านท้องก็ไม่ปาน

ในเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มเช่นนั้น พระฉันนะยังได้พระสารีบุตรซึ่งเป็นมือขวาของพระพุทธเจ้ามาช่วยโปรดอีก โดยการโปรดของท่านเป็นการยิงคำถามว่าจนถึงป่านนี้ ท่านยังยึดอยู่ไหม ว่าการเห็นทางตา การได้ยินทางหู การได้กลิ่นทางจมูก การลิ้มรสทางลิ้น การแตะต้องทางกาย ตลอดจนการคิดนึกด้วยใจ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา

ด้วยจิตอันไร้ความยินดีในกายใจเป็นที่สุด พระฉันนะตอบตามซื่ออย่างหนักแน่นว่าท่านไม่รู้สึกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และกระทั่งใจ เป็นตัวท่าน หรือเป็นของท่านอีกแล้ว และเพราะเลิกยึดธรรมที่เกิดดับ พระฉันนะจึงเห็นธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ ไม่มีการอุบัติ ไม่มีการแตกทำลาย สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตรในภายหลัง ว่าพระฉันนะได้พยากรณ์ความเป็นผู้ไม่เกิดอีกของตนเองต่อหน้าพระสารีบุตรแล้ว

สรุปคือพระพุทธเจ้าท่านยืนยันคติที่ไปของพระฉันนะว่าไม่มีอีกแล้ว และท่านเป็นพระอรหันต์ จิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้วก่อนจะ ‘ทิ้งกาย’ นี้ของท่านด้วยมีด ไม่ใช่ฆ่าตัวตายขณะมีจิตเศร้าหมองแต่อย่างใด ผู้พ้นโลกแห่งบุญบาปย่อมกระทำอะไรๆโดยสักแต่เป็นกิริยา ไม่เป็นบุญหรือเป็นบาปอีกต่อไป

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/knowityourself/#