ดงพญาไฟ – พญาเย็น



ตำนานดงพญาไฟ

ย้อนหลังไปในอดีต  มากกว่า  120  ปีมาแล้วป่าดงดิบอันกว้างใหญ่ไพศาลคั่นกลางระหว่างที่ราบลุ่มภาคกลางกับที่ราบสูงภาคอีสาน นั่นคือ  เทือกเขาพนมดงรัก  เต็มไปด้วยภยันตรายนานัปการ ทั้งจาก สัตว์ป่า ไข้ป่า  ตลอดจนภูติผีปีศาจ และอาถรรพณ์ลึกลับมากมาย   ผืนป่าแห่งนี้ผู้คนจึงขนามนามว่า  “ดงพญาไฟ”  ผู้ใดเข้าไปในป่าผืนนี้แล้ว  น้อยคนนักที่จะได้กลับออกมา  จนเป็นที่ร่ำลือเล่าขานกันมา
อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายการเดินทางจากเมืองสระบุรีกับมณฑลนครราชสีมา ก็ต้องผ่านดงพญาไฟแห่งนี้  และจะใช้เกวียนก็ไม่ได้ ต้องอาศัยการเดินเท้าอย่างเดียว ต้องเดินตามสันเขาบ้าง ไหล่เขาบ้าง  ลำธารบ้าง  คนเดินตามปกตินั้นตั้งแต่ตำบลแก่งคอย  สระบุรี  ต้องค้างคืนในป่านี้ถึง 2 คืน  จึงจะผ่านพ้นไปได้ในระยะต่อมา  สถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มดีขึ้น  ในปี 2434  เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างทางรถไฟเชื่อมภาคกลางกับภาคอีสาน  โดยตัดผ่านดงพญาไฟ  ช่วงนี้ ทำให้วิศวกร นายช่าง และแรงงาน จำนวนมาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างก็พาชีวิตมาสังเวยกับไข้ป่ากันเป็นจำนวนมากศพกองกันเป็นภูเขาเลากาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสลดพระทัยยิ่งนัก  ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้โดยทั่วกัน  พร้อมกับให้
ยุติการสร้างทางรถไฟไว้เพียงเท่านี้ 


เปลี่ยนมาเป็นดงพญาเย็น
        เมื่อพระองค์เสด็จมาทำพิธีเปิดทางรถไฟ ขณะเสด็จกลับได้ผ่านป่าใหญ่ดงดิบ  (ปัจจุบันคือบริเวณเขื่อนลำตะครอง)  ถึงสถานีรถไฟปากช่องก็ได้ทรงรับสั่งถามว่า  “ป่านี้ชื่อว่าอะไร”  ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้กราบบังคมทูลว่าชื่อ “ป่าดงพญาไฟ”  พระองค์ทรงรับสั่งว่า  “ป่านี้ชื่อฟังดู น่ากลัว”  จึงตรัสว่า  “ให้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น  ดงพญาเย็น  เพื่อความเป็นสิริมงคลและความร่มเย็นเป็นสุขของอาณาประชาราษฎร์ในวันข้างหน้า”
ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรก และเปลี่ยนมาเรียก “เขาใหญ่”
หลังจากเปลี่ยนชื่อเป็น ดงพญาเย็น  แล้ว  เริ่มมีผู้คนเข้าไปตั้งถิ่นฐานกันเรื่อย ๆ  ต่อมา เมื่อประมาณ 80 ปีเศษที่ผ่านมา  (ประมาณปี 2467)ราษฎรบ้านท่าชัย และบ้านท่าด่าน  จังหวัดนครนายก  ได้พากันขึ้นไปถากถางป่าปลูกข้าว ปลูกพริก ไม้ผล  (ยังปรากฏมีต้นขนุน และมะม่วงให้เราเห็นอยู่บนเขาใหญ่จนบัดนี้)  และปลูกบ้านเรือนอยู่บนยอดเขาประมาณ 30 หลังคาเรือน  เกิดเป็นชุมชนเล็ก ๆ ขึ้นมา  ต่อมาทางการได้ยกฐานะขึ้นเป็นตำบลเขาใหญ่ ขึ้นกับอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก   มีการบุกรุกถางป่า ทำไร่เลื่อนลอยมาเป็นเวลาช้านาน  จนทำให้สภาพป่าเป็นทุ่งหญ้าคา มีเนื้อที่กว้างขวาง  แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นป่ารกชัฏอยู่     ครั้นต่อมา  ตำบลเขาใหญ่กลายเป็นที่ซ่อมสุมโจรผู้ร้าย  เป็นที่พักพิงพวกหลบหนีคดีต่าง ๆ   กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไป  ยากแก่การปราบปรามให้ราบคาบได้ 
จนกระทั่ง ปี  2499-2500  รัฐบาลได้สร้างถนนมิตรภาพ จากสามแยกสระบุรี ตัดผ่านดงพญาเย็น  ขนานกับทางรถไฟในบางช่วง  สู่ภาคอีสาน  ทำให้ความเจริญรุกคืบหน้า   ต่อมาในปี 2502  จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปตรวจราชการ โดยแวะพักบริเวณใกล้กับหนองขิง เขาใหญ่ เห็นว่ามีภูมิประเทศสวยงามตามธรรมชาติ  อากาศดี  การคมนาคมไปมาสะดวก 
น่าจะเป็นแหล่งดึงดูดให้ประชาชนที่อยู่พระนครและใกล้เคียงได้ไปพักผ่อน จึงได้กำหนดนโยบายที่จะพัฒนาให้เป็นสถานที่ตากอากาศและเป็นที่พักผ่อนของประชาชน  ทั้งนี้ โดยให้รักษาสภาพธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด

ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยจึงกำหนดเขาใหญ่เป็นเขตหวงห้ามที่ดินของรัฐและให้กระทรวงเกษตรเป็นผู้รับไปดำเนินการให้เป็นอุทยานแห่งชาติและในการประชุมคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเขาใหญ่โดยเฉพาะขึ้นชุดหนึ่ง  โดยมี  พลเอก สุรจิต  จารุเศรนี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เป็นประธานกรรมการ  เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม  2503ต่อมา กรมทางหลวงแผ่นดินได้สร้างถนนจากถนนมิตรภาพ ก่อนถึงอำเภอปากช่อง  (ก.ม. ที่ 165.5 ) ขึ้นเขาใหญ่  ระยะทาง 40 กิโลเมตรและได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2505จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์  นายกรัฐมนตรี  เป็นห่วงในเรื่องการถากถางป่าของชาวบ้านที่มีมากขึ้นทุกวัน  จึงได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของเมืองไทย ในปี  2505  ครอบคลุมพื้นที่ รวม 4 จังหวัด  คือ จังหวัดนครนายก  นครราชสีมา  สระบุรี  และปราจีนบุรี  หลังจากนั้น ผู้คนจึงได้เรียกผืนป่าดงพญาเย็นว่า  “เขาใหญ่”  ตามที่ชาวบ้านเรียกเทือกเขาในบริเวณนั้นว่า “เทือกเขาใหญ่” (เทือกเขาใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา
พนมดงรัก)
(ผู้เขียน – ปัจจุบันยังมีสถานที่ในเขาใหญ่ที่ชื่อฟังแล้วยังน่ากลัวอยู่  ได้แก่  ลำพระเพลิง  เขาฟ้าผ่า  และน้ำตกเหวนรก)

ที่มา:  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=342710
————————
ดงพญาไฟ ประสบการณ์ขนหัวลุกจากตำบลมวกเหล็กในอดีต
“ป้าผ่อง” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากตำบลมวกเหล็กในอดีต

สมัยก่อน ดิฉันเป็นเด็กอยู่ตลาดมวกเหล็ก สระบุรี ไข้มาลาเรียชุมมากค่ะ ชาวบ้านเรียกไข้ป่า มีคนเจ็บป่วยล้มตายมากๆ สมัยสงคราม เพราะขาดแคลนยาควินินที่ใช้ป้องกันและรักษา ป่าดิบดงดำที่นั่นจึงมีชื่อน่ากลัวว่า “ดงพญาไฟ”
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ดงพญาเย็น” ก็ยังไม่วายมีคนตายด้วยไข้ป่าตามเดิม เมื่อสงครามสงบ ความเจริญก็เริ่มต้นขึ้นช้าๆ เพราะการคมนาคมยังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน มีรถไฟเป็นพาหนะอย่างเดียวเท่านั้น ที่ติดต่อระหว่างภาคอีสานกับภาคกลาง ถนนมิตรภาพยังไม่ได้สร้าง คนที่ต้องไปค้าขายหรือติดต่อเยี่ยมเยียน ไปมาหาสู่กันก็ต้องขึ้นรถไฟระยะสั้นๆ อย่าง หินลับ-ทับกวาง-ผาเสด็จ หรือไม่ก็ล่องไปสระบุรีบ้าง ขึ้นโคราชบ้าง ไข้ป่ายังคร่าชีวิตคนไปบ่อยๆ เพราะยาควินินยังหายากและราคาแพง ชาวบ้านมักอาศัยหมอกลางบ้าน ใช้ยาหม้อบ้าง กินน้ำมนต์บ้าง เป็นไข้จับสั่นกันเสียส่วนมาก หน้าเหลืองตัวเหลืองกันแทบทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกที่ต้องออกไปทำไร่ข้าวโพด และไร่น้อยหน่า มักจะหนีไข้ป่าไม่ค่อยพ้น ทำงานได้วันสองวันก็จับไข้นอนซม หนาวสะท้าน พอทุเลาก็ต้องออกไปทำไร่อีกแล้ว หลายๆ คนเป็นเรื้อรังนับปีกว่าจะตาย  ขณะนั้น มีคนต่างถิ่นเข้าไปทำมาหากินกันหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ทั้งถางป่าทำไร่เลื่อนลอยก็มี ทั้งซื้อของป่าก็มี ไปซื้อสินค้าพวกของกินของใช้ อุปกรณ์ทำไร่จากสระบุรีมาขายบ้าง เป็นแม่ค้าในตลาดบ้าง  มีแม่ลูกคู่หนึ่งอพยพจากโคราชมายึดอาชีพซื้อ-ขายของป่าที่นั่น บางทีก็ขนขึ้นรถไฟไปขายที่สระบุรี ตอนนั้นยังเรียกกันว่า “ปากเพรียว”แม่ชื่อนวล เป็นคนขาวสวย รูปร่างสูงโปร่ง อายุ 30 เศษ สามีตายแล้ว ลูกสาวชื่อจริงว่าอะไรไม่ทราบแน่ค่ะ เรียกกันแต่ชื่อเล่นคือ นก หรือ “ไอ้นก” อายุรุ่นเดียวกับดิฉันคือราว 10 ขวบ “ซิ้มไท” คนมวกเหล็กดั้งเดิม อาชีพค้าขายสนิทสนมกับสองแม่ลูกคู่นี้มาก บางคนก็บอกว่าซิ้มไทเป็นคนชักชวนน้านวลกับลูกสาวมาทำมาหากินที่มวกเหล็กด้วยซ้ำ…ไม่ช้าดิฉันกับเพื่อนๆ ก็ได้นกมาเป็นเพื่อนใหม่อีกคน น้ำตกมวกเหล็กเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพวกเราทั้งตำบลก็ว่าได้ เพราะสายน้ำกลายเป็นลำธารที่ใช้อาบกิน ตอนเช้าและเย็นจะมีคนไปตักน้ำ ซักผ้าและอาบน้ำ พวกเราก็ไปวิ่งเล่นกันแถวๆ นั้น ถ้าอาบน้ำก็ต้องรีบขึ้นค่ะ เพราะใครๆ ก็พูดตรงกันหมดว่า ผีดุ! เชื่อว่าในลำน้ำค่อนข้างเปลี่ยว ดูลึกลับ มีเจ้าพ่อสิงสู่อยู่ช้านานแล้ว ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไปบนบานศาลกล่าว ต้นไทรใหญ่ริมน้ำก็มีผ้าเขียวผ้าแดงผูกอยู่เต็ม ทั้งเก่าและใหม่ มีก้านธูปเกลื่อนกลาด ตอนเย็นเราเคยได้กลิ่นธูปอ้อยอิ่งมาเข้าจมูกบ่อยๆ


มีเสียงลือว่าเจ้าพ่อจะเอาชีวิตผู้หญิงที่ถูกใจไปเป็นเมียปีละ 1 คน พ่อแม่ดิฉันก็เคยเล่าว่าจะต้องมีผู้หญิงจมน้ำตายเป็นประจำทุกปี! น้านวลกับไอ้นกมาอยู่มวกเหล็กได้ราว 6-7 เดือนก็เกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้น
สองแม่ลูกไปซักผ้าและอาบน้ำที่นั่นบ่อยๆ วันหนึ่งก็เกิดเป็นไข้ทั้งคู่ เมื่อซิ้มไทกับชาวบ้านรู้ข่าวก็มาเยี่ยม หายามาให้กินตามมีตามเกิด อาการไข้ของสองแม่ลูกก็ทรุดลงทุกที คิดจะนำส่งสุขศาลาที่เมืองปากเพรียวก็สายเกินไปแล้ว
น้านวลผ่ายผอมจนน่ากลัว ลูกสาวก็นอนแซ่วอยู่กับที่ มีคนพูดว่าเจ้าพ่อต้องมาเอาตัวไปแน่ๆ ไม่รู้ว่าแม่หรือลูก? เพราะถ้าเป็นไข้ป่าจะจับไข้วันเว้นวัน ไม่ใช่ทรุดหนักจนไม่ได้สติแบบนี้
วันหนึ่ง พ่อแม่กับเพื่อนบ้านก็ไปเยี่ยมไข้ มีซิ้มไทคอยดูแลอยู่ น้านวลที่นอนหลับตาแน่นิ่งก็พลันลืมตาโพลง แผดร้องโหยหวนว่า…ไม่ไป! ฉันไม่ไปด้วยหรอก…เล่นเอาทุกคนสะดุ้งเฮือก หน้าตาซีดเซียวด้วยความหวาดกลัวไปตามๆ กัน
ซิ้มไทน้ำตาไหล จุดธูปบอกกล่าวเสียงสั่นเครือว่า

“ถ้าเจ้าพ่อต้องการจริงๆ ก็เอาคนลูกไปเถิด แม่ทำมาหากินได้แล้ว อย่าเอาชีวิตไปเลย ไหนจะมีลูกเล็กๆ ที่โคราชอีกสองคนต้องเลี้ยงดู” ชาวบ้านเพิ่งรู้ว่านกมีน้องที่อยู่กับยายอีกสองคน ข้างน้านวลลุกพรวดขึ้นโบกมือว่อน นัยน์ตาเหลือกลาน ร้องลั่นๆ ไล่ใครที่มองไม่เห็น จนเพื่อนบ้านขนลุกขนชัน เหลียวซ้ายแลขวาไปตามๆ กัน…ได้ยินเสียงลมพัดกราว ยอดไม้สะบัดใบซู่ซ่า ฟังเผินๆ เหมือนเสียงใครกำลังหัวเราะอย่างเบิกบานใจเหลือประมาณ  เชื่อกันว่า ถ้ามีคนเจ็บหนักสองคนในบ้านจะต้องตายหนึ่งคน แม้ซิ้มไทจะวิงวอนเพียงไรก็ไร้ผล…วันรุ่งขึ้นน้านวลก็สิ้นลม ชาวบ้านช่วยกันจัดงานศพให้จนเสร็จสรรพเรียบร้อย นกหายดีแล้ว ซิ้มไทก็ส่งกลับไปอยู่กับยายและน้องๆ ที่โคราชตามเดิม…ไม่เคยได้พบปะกันอีกเลยจนถึงทุกวันนี้

คอลัมน์ ขนหัวลุก
โดย ใบหนาด

  • ข่าวสด หน้า 28 – ฉบับวันที่ 14 พค. 47